..::TOK ZAA::..

.::tokzaa::tokzaa::.
เธšเน‰เธฒเธ™เธšเน‰เธฒเธ™  ­เธŠเนˆเธงเธขเน€เธซเธฅเธทเธญเธŠเนˆเธงเธขเน€เธซเธฅเธทเธญ  ­เธ„เน‰เธ™เธซเธฒเธ„เน‰เธ™เธซเธฒ  ­เธชเธกเธฑเธ„เธฃเธชเธกเธฒเธŠเธดเธ(Register)เธชเธกเธฑเธ„เธฃเธชเธกเธฒเธŠเธดเธ(Register)  ­เธฃเธฒเธขเธŠเธทเนˆเธญเธชเธกเธฒเธŠเธดเธเธฃเธฒเธขเธŠเธทเนˆเธญเธชเธกเธฒเธŠเธดเธ  ­เธเธฅเธธเนˆเธกเธœเธนเน‰เนƒเธŠเน‰เธเธฅเธธเนˆเธกเธœเธนเน‰เนƒเธŠเน‰  ­เน€เธ‚เน‰เธฒเธชเธนเนˆเธฃเธฐเธšเธš(Log in)เน€เธ‚เน‰เธฒเธชเธนเนˆเธฃเธฐเธšเธš(Log in)  
เธชเธฃเน‰เธฒเธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเนƒเธซเธกเนˆ   เธ•เธญเธšShare | 
 

 ไหว้พระ 9 วัด อย่างไรไม่ให้เหนื่อย

เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธเนˆเธญเธ™เธซเธ™เน‰เธฒ เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธ–เธฑเธ”เน„เธ› Go down 
เธœเธนเน‰เธ•เธฑเน‰เธ‡เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก
tok
ประธานบริหารบอร์ด
ประธานบริหารบอร์ด


เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก: 148
Registration date: 20/01/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: ไหว้พระ 9 วัด อย่างไรไม่ให้เหนื่อย   Sun Mar 18, 2007 7:09 am

ไหว้พระ 9 วัด อย่างไรไม่ให้เหนื่อย

เกิดเป็นพุทธศาสนิกชนถ้าได้ตระเวนไหว้พระจนครบ 9 วัด ถือเป็นบุญผลาอานิสงส์ แล้วถ้าได้ไปกับคนที่เรารักก็ยิ่งพิเศษสุด เรื่องดีๆ แบบนี้ "เอไอเอส เซเรเนด"

โปรแกรมดูแลลูกค้ากลุ่มผู้ใช้บริการสูงของค่ายโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ รู้ใจคู่แม่ลูกทั้งหลายว่าคงอยากมีช่วงเวลาดีๆ แบบนี้ร่วมกัน จึงจัดกิจกรรม "อิ่มบุญ อุ่นรัก" พาคู่แม่ลูก 18 คู่ ไปทำบุญไหว้พระเสริมสิริมงคล 9 วัดที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ประกอบด้วย 1.วัดพนัญเชิงวรวิหาร 2.วัดใหญ่ชัยมงคล 3.วิหารพระมงคลบพิตร 4.วัดหน้าพระเมรุราชิการาม 5.พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเจ้าสามพระยา 6. วัดราชบูรณะ 7.วัดมเหยงค์ 8.วัดไชยวัฒนาราม และ 9.วัดสุวรรณดารามราชวรวิหาร

ไปไหว้พระอยุธยาคราวนี้ "อ.แพน" เผ่าทอง ทองเจือ เป็นไกด์นำเที่ยวให้ความรู้ตลอดทริป ได้ความรู้คู่การท่องเที่ยวแบบนี้ แม่ลูกเซเรเนดคู่ไหนๆ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะท้อถอยถึงแม้ว่าอยุธยาช่วงสิบโมงเช้าแดดจะเริ่มแข็งแล้ว

เมื่อคิดถึงกรุงเก่าภาพเจดีย์สูงใหญ่ล่องลอยมาแต่ไกล จากกรุงเทพฯ เข้าตัวเมืองอยุธยาแล้วจะเห็นเจดีย์วัดสามปลื้ม (เจดีย์กลางถนน) ให้เลี้ยวซ้ายตรงไปประมาณ 1 กิโลเมตร "วัดใหญ่ชัยมงคล" อยู่ทางซ้ายมือ "อ.แพน" ไกด์กิตติมศักดิ์เล่าให้ฟังว่า ตามพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขากล่าวว่า วัดแห่งนี้เดิมชื่อ 'วัดป่าแก้ว' พระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสีสร้างไว้ตั้งแต่อยุธยาตอนต้น ส่วน “เจดีย์ชัยมงคล” องค์นี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2135 ถือว่าสูงใหญ่ที่สุดในอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรโปรดให้สร้างพระเจดีย์เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะสงครามยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา

"ยุทธหัตถีชนะ แต่ก็ตีทัพพม่าให้แตกไม่ได้อย่างราบคาบ เพราะก่อนชนช้าง 'เจ้าพระยาไชยานุภาพ' ช้างทรงพระนเรศวรเกิดตกมันเตลิดไปกลางกองทัพพม่า เหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลายวิ่งตามเสด็จไม่ทัน พระองค์กริ้วถึงกับจะประหารชีวิตแม่ทัพนายกองเสียทั้งหมด แต่สมเด็จพระวันรัตน์เจ้าอาวาสวัดป่าแก้วได้ทูลขอชีวิตไว้ และแนะนำให้เสริมเจดีย์ที่วัดแห่งนี้ให้สูงขึ้นไปอีกเป็นการเฉลิมพระเกียรติ พระราชทานนามว่า วัดชัยมงคล แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดใหญ่ชัยมงคล เพราะมีเจดีย์ขนาดใหญ่" อ.เผ่าทอง อธิบาย


เจดีย์สูงใหญ่ท้าทายนักท่องเที่ยวฝรั่งไต่บันไดขึ้นไปค้นหาว่ามีอะไรแอบซ่อนอยู่ในความมโหฬาร แต่คนไทยเราเมื่อมากับผู้รู้ 'เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย' ที่ อ.แพน บอกเล่านั้นน่าสนุกมากกว่า

"ตรงข้ามองค์เจดีย์คืออุโบสถ 'พระเฑียรราชา' ได้มาเสี่ยงเทียนที่โบสถ์หลังนี้ตอนคิดก่อการล้มล้างราชบัลลังก์ขุนวรวงศาและท้าวศรีสุดาจันทร์ โดยอธิษฐานว่าถ้าสำเร็จก็ขอให้เทียนของพระองค์สว่างไสวและเทียนฝ่ายตรงข้ามดับ ปรากฏว่าเทียนพระเฑียรฯ ริบหรี่เหมือนจะดับ แต่ด้วยความหัวไวของ 'หมื่นราชเสน่หา' ราชองค์รักษ์ของพระเฑียรราชาและพระสุริโยไท ก็พ่นน้ำหมากฟู่ที่เทียนขุนวรวงศาให้มันดับไปซะก่อน!"

เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากต่อการจินตนาการอีกต่อไปเมื่อคนไทยได้ชม 'สุริโยไท' ภาพยนตร์แห่งสยามประเทศ ดาราชื่อดัง ศรัณยู วงษ์กระจ่าง แสดงเป็นพระเฑียรราชาซึ่งต่อมาได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็น 'พระมหาจักรพรรดิ' ส่วน สรพงษ์ ชาตรี สวมบทหมื่นราชเสน่หา แล้วความที่เป็นวัดป่าของพระฝ่ายอรัญวาสีที่อยู่ห่างไกลตัวเมือง นักโบราณคดีจึงเชื่อกันว่าวัดนี้แหละที่พระเฑียรฯ มารวมพลคิดการลับโค่นล้มราชบัลลังก์ของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์

มาถึงอยุธยาก็ต้องไปไหว้ "หลวงพ่อมงคลบพิตร" พระพุทธรูปหล่อด้วยสัมฤทธิ์องค์ใหญ่คู่บ้านคู่เมืองกรุงเก่า แล้วเห็นยอดเจดีย์ขาวๆ สามยอด ก็แสดงว่าเรามาถึงแล้วพระบรมมหาราชวังแห่งราชอาณาจักรอยุธยาอดีตอันรุ่งเรืองเกรียงไกร ซึ่งขนบการสร้าง 'วัดติดวัง' อ.เผ่าทองบอกว่าถือเป็นราชประเพณีสำคัญเหมือนกับเรามีวัดพระแก้วในกรุงเทพฯ

"แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาเกิดการแย่งชิงบัลลังก์กันอยู่เนืองๆ เมื่อฝ่ายใดขึ้นครองราชย์ก็จะประหารขุนนางฝ่ายตรงข้ามเจ็ดชั่วโคตร คือ นับขึ้นไปตั้งแต่รุ่นพ่อปู่ทวด และนับลงมารุ่นลูกหลานเหลน ในที่สุดคนเก่งๆ แทบเกลี้ยงราชสำนัก ขุนนางผลิตไม่ทันใช้เป็นเหตุผลต่อเนื่องที่ทำให้เราเสียกรุงถึงสองครั้ง แล้วเมื่อมีการรัฐประหารเปลี่ยนกษัตริย์ พระราชโอรสทั้งหลายจะพากันหนีเข้าวัดที่อยู่ใกล้ๆ วัง เพื่อทรงผนวชให้รอดพ้นจากการถูกทุบด้วยท่อนจันทน์!"

ไกด์คนเก่งบรรยายซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้แล้วเราจะโทษศึกภายนอกอย่างเดียวก็คงไม่ได้ พ.ศ. 2310 บริเวณวังหลวงตรงนี้กลายเป็นทะเลเพลิง พม่าปล้มสะดมทรัพย์สินไปทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้า แต่ผลจากสงครามวันวานมันคืออดีตที่ไม่หวนกลับ แล้วสิ่งที่พม่ากระทำไว้ให้กับชาวอยุธยาในวันนี้ก็น่าจดจำยิ่งกว่า


"เมื่อ ปี 2498 ฯพณฯ อูนุ นายกรัฐมนตรีสหภาพพม่า ได้เดินทางมาที่นี่ บริจาคเงิน 2 แสนบาทเพื่อสร้างวิหารให้หลวงพ่อมงคลบพิตรขึ้นใหม่ในปี 2499 มีเรื่องเล่าว่าตอนที่ท่านอูนุก้มลงกราบพระนั้นท่านถึงกับน้ำตาคลอเพราะได้ยินเสียงลั่นกลองรบอึงคะนึง ตอนเสียกรุงครั้งที่ 2 วิหารพระมงคลบพิตรถูกไฟเผาผลาญจนทรุดโทรม เครื่องบนหักพังลงมาต้องพระเมาฬีและพระกรข้างขวาขององค์พระหัก แล้วการบริจาคเงินถึงสองแสนเมื่อห้าสิบปีก่อนนั้นก็ถือว่ามหาศาล เพราะรถเบ็นซ์คันหนึ่งราคายังไม่ถึงแสนเลย" อ.เผ่าทอง ว่า

หลวงพ่อมงคลบพิตรมีพระพักตร์เหลี่ยม พระขนงโค้งอ่อนหวาน เป็นพุทธลักษณะศิลปะอยุธยาตอนต้น แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด ซึ่งนักประวัติศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่า พระไชยราชา รัชกาลที่ 10 แห่งกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้สร้างเพื่อเป็นพลังของทหารหาญในการออกสงคราม พอเอ่ยชื่อ "พระไชยราชา" ใบหน้าของพงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง ในบทบาทกษัตริย์นักรบผู้เก่งกล้าก็ลอยเด่นขึ้นมาเลยเชียว!!

มาเที่ยวอยุธยาต้องพกพาทั้งแว่นตากันแดด ร่ม แล้วซื้อหมวกปีกกว้างที่แม่ค้ากรุงเก่าวางขายใบละ 35 บาททับอีกที ด้วยอากาศเที่ยงวันร้อนแดดแสบร้อนกอปรกับไม่ปลูกต้นไม้ใหญ่โตที่จะไปบดบังความงามภูมิสถาปัตย์ของพระบรมมหาราชวัง แต่การมาเที่ยวเดินชมโบราณสถานกลางแดดร้อนๆ โดยไม่มีไกด์ดีๆ นั้น ใช่ว่าจะไม่สนุก!

ขอแนะนำให้มองหาไกด์บุ๊คเล่มเล็กที่วางขายอยู่ในตู้หนังสือของแต่ละวัด อย่างเช่น หนังสือหลวงพ่อมงคลบพิตร เล่มละ 10 บาท ภาษาดีข้อมูลก็ปึ้ก!! แล้วคำพูดที่ว่า ...คนไทยอ่านหนังสือปีละ 6 บรรทัด.. เห็นทีจะต้องเชื่อถือกันก็คราวนี้ เพราะเล่มนี้พิมพ์พ.ศ. 2546 จนป่านนี้ก็ยังเหลือวางขายอยู่บานเบอะและไร้การเหลียวแลจากนักท่องเที่ยว!


วัดต่อไป "วัดหน้าพระเมรุ" ไหว้พระพุทธรูปทรงเครื่องงดงามที่สุดในอยุธยา 'พระพุทธนิมิตพิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลก' อ.เผ่าทองเล่าไปถึง พ.ศ. 2092 เกิดสงครามช้างเผือกโดยบุเรงนองยกทัพมาในแผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ อ้างขอช้างเผือก 1 เชือก ไปไว้ที่หงสาวดี แต่โดยธรรมเนียมนั้นช้างเผือกเป็นของคู่บุญกษัตริย์ ใช่ว่าจะให้กันได้ บุเรงนองจึงยกทัพมาล้อมกรุงศรี และใช้วัดนี้เป็นฐานที่ตั้งค่ายรบพม่า ...ขุนทัพนายกองพม่าคงนอนระเกะระกะในอุโบสถวัดนี้

อ.เผ่าทองว่า คนมีจิตนาการสูงฟังมาถึงตอนนี้ถึงกับแอบชำเลืองตามข้างเสาเผื่อจะมีใครนุ่งโสร่งโพกหัวกวักมือทักทาย!! พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา และ วัดราชบูรณะ คือเป้าหมายต่อไปที่จะต้องเล่าคู่กัน ไหว้เศียรพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ซึ่งพบที่วัดธรรมิกราชแล้ว เดินไปทางซ้ายอีกสักนิดก็ยิ่งอิ่มเอมกับกลุ่มพระพุทธรูปที่บรรจุอยู่ในพระอุระซ้ายของพระมงคลบพิตร ซึ่งพบเมื่อปี 2499

"คติของการสร้างพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองแต่โบราณเราจะใส่พระพุทธรูปเข้าไปในองค์พระ ซึ่งเป็นการบรรจุความศักดิ์สิทธิ์สร้างให้ท่านมีชีวิต! โดยบรรจุไว้สามจุด คือ เศียร พระอุระ และสะดือที่ถือว่าเป็นศูนย์กลาง เราได้พระชุดนี้มาเพราะปูนองค์พระมงคลบพิตรกะเทาะ แล้วถึงรู้ว่าองค์พระมีพระพุทธรูปล้ำค่าอีกมากมายแต่เราก็ไม่สกัดอีกแล้ว"

เครื่องทองคำจาก "กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ" ขุดพบเมื่อ พ.ศ. 2500 คือของดีที่ต้องดูอีกสิ่งหนึ่งในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ทั้งแหวน กำไล ทองพระกร พาหุรัด กรองศอ ฯลฯ โด่งดังที่สุดก็คือ 'จุลมงกุฎ' หรือเครื่องประดับเศียรกษัตริย์-ราชินี เครื่องราชูปโภคทองคำ เช่น พาน ตลับ กระปุก ผอบ ถาด ฯลฯ และพระแสงขรรค์ศรีชัยที่เป็นดาบทองคำฝังพลอยหลากสี

เมื่อโจร (ไทย) เข้าไปขุดกรุเจดีย์ สมบัติแผ่นดินซึ่งบูรพกษัตริย์ของเราทรงเก็บซ่อนเอาไว้โดยทำเป็นกรุลึกลับถึงสามชั้นในองค์ปรางค์วัดราชบูรณะ ก็ปรากฏให้คนทั้งโลกตื่นตะลึง! เครื่องทองฝีมือเลิศล้ำแห่งยุคเหล่านี้น่าเสียดายว่านอกจากขายแล้ว โจรได้หลอมเป็นก้อนเพื่อขายได้ง่ายขึ้น!! บางชิ้นกระจัดกระจายไปทั่วโลกอย่างเช่นมงกุฎราชินีที่ไปปรากฏที่พิพิธภัณฑ์ในชิคาโก

"มงกุฎชิ้นนี้เป็นการทำทองแบบ 'ชักลวดผ่านเลียด' คือการตีแผ่นทองบางเท่ากับเส้นไหมแล้วนำมาถักแบบโครเชต์ให้เป็นลวดลายดอกพิกุล ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ทรงเคยให้ช่างทองสุโขทัยแกะแบบของมงกุฎชิ้นนี้เพื่อใช้ในภาพยนตร์สุริโยไท ต้องใช้ความละเอียดเป็นสุดยอดฝีมือของช่างทองสมัยเก่า ปรากฏว่าช่างทองยุคนี้ขอยกธงขาว" อ.เผ่าทอง บอก

เจดีย์ทุกองค์ในอยุธยามีเครื่องทอง อย่างเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคลเมื่อกรมศิลปากรไปขุดพบก็ได้พบซากกระดูกลิงมือกำทองคำอยู่ สันนิษฐานว่าชาวบ้านได้ฝึกลิงให้ลงไปเก็บทอง! เพราะกรุที่นี่มีช่องเล็กๆ คนไม่สามารถลอดลงไปได้ แล้วเมื่ออิฐถล่มลงมาก็ทับลิงตายเป็นซากอยู่ในกรุนั้น!!

"วัดพนัญเชิง" ไหว้พระพุทธไตรรัตนนายก (ซำปอกง) คือจุดหมายต่อไป วัดนี้สร้างก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.1893) แสดงถึงความเป็นอาณาจักรที่มั่งคั่งจึงสามารถสร้างวัดใหญ่โตขนาดนี้ได้ แล้วเมื่อตอนเสียกรุงครั้งที่ 2 นั้น หลวงพ่อโตซำปอกงมีน้ำตาไหลอาบใบหน้า พระพุทธรูปองค์นี้จึงถือเป็นพระเสี่ยงทายสำคัญ


ตบท้ายของวันแรกที่ "วัดมเหยงค์" ปัจจุบันเป็นวัดร้างใน ต.หันตรา โบราณสถานที่ยังเหลือปรากฏอยู่ คือ พระอุโบสถที่ใหญ่โตกว่าวัดอื่นๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีพระเจดีย์ช้างล้อมตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจตุรัสยาวด้านละ 32 เมตร มีช้างเห็นได้ทั้งตัว ประดับโดยรอบองค์พระเจดีย์เป็นแบบลังกา เหมือนพระเจดีย์ช้างล้อมที่จังหวัดสุโขทัย เป็นวัดน่าเที่ยวอีกวัดหนึ่ง

วันรุ่งขึ้นไปไหว้พระต่อกันที่ "วัดไชยวัฒนาราม" วัดนี้จำลองแบบมาจากปราสาทนครวัดเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะในสงครามที่อยุธยามีต่อเขมร จากการนำทัพของเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ประวัติศาสตร์ยุคนี้จากคำบอกเล่า อ.เผ่าทอง ต้องบอกว่าเข้มข้นถึงใจ (แบบโหดๆ) จากมหาดเล็กในราชสำนักยุคสมเด็จพระเอกาทศรถ ก้าวขึ้นมากินตำแหน่งเจ้าพระยากลาโหมฯ ได้นั้นต้องนับว่าไม่ธรรมดา และแผ่นดินนี้กษัตริย์ถึงสองพระองค์

ต้องถูกทุบท่อนจันทร์ก่อนเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์จะปราบดาภิเษกขึ้นเป็น 'สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง' ผู้สร้างวัดนี้ไว้เมื่อ พ.ศ. 2137 และวัดสุดท้าย "วัดสุวรรณดารามราชวรวิหาร" เดิมชื่อว่า 'วัดทอง' อยู่ในเขตพระนครด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมือง เหนือบริเวณป้อมเพชร์ เป็นวัดที่พระบรมมหาชนกของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสร้างไว้ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา

ต่อมาเมื่อขึ้นครองราชย์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดทองขึ้นใหม่และพระราชนามว่า "วัดสุวรรณดาราราม" เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ตามพระนามเดิมของทั้งสองพระองค์คือ 'ทองดี' และ 'ดาวเรือง'

ไหว้พระ 9 วัดครั้งนี้เดินย่ำอยุธยากันเกือบสองวันเต็มๆ แต่เดินไกลกลางแดดจ้าอย่างไรก็ไม่มีเหนื่อยจบทริปด้วยความรู้สึกทั้งอิ่มบุญและอิ่มความรู้เพราะได้มากับ “กูรูประวัติศาสตร์” แบบนี้
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://tokzaa.editboard.com
pom19025
มหาวิทยาลัย (ปริญญาตรี)
มหาวิทยาลัย (ปริญญาตรี)


เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก: 367
Registration date: 01/03/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: ไหว้พระ 9 วัด อย่างไรไม่ให้เหนื่อย   Thu Mar 22, 2007 10:59 pm

ขอบคุณที่ให้ความรู้ครับ
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
alonkorn
เด็กประถม
เด็กประถม


เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก: 29
Registration date: 28/03/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: ไหว้พระ 9 วัด อย่างไรไม่ให้เหนื่อย   Wed Mar 28, 2007 11:07 am

ขอบ คุณ ครับ อยาก ไป บ้าง
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
kwong
มหาวิทยาลัย (ปริญญาโท)
มหาวิทยาลัย (ปริญญาโท)


เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก: 543
Registration date: 03/02/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: ไหว้พระ 9 วัด อย่างไรไม่ให้เหนื่อย   Mon Apr 09, 2007 6:00 pm

ดีมากเลยครับ
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง
 

ไหว้พระ 9 วัด อย่างไรไม่ให้เหนื่อย

เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธเนˆเธญเธ™เธซเธ™เน‰เธฒ เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธ–เธฑเธ”เน„เธ› เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ 
เธซเธ™เน‰เธฒ 1 เธˆเธฒเธ 1

Permissions of this forum:เธ„เธธเธ“เน„เธกเนˆเธชเธฒเธกเธฒเธฃเธ–เธžเธดเธกเธžเนŒเธ•เธญเธš
..::TOK ZAA::.. :: ::tokzaa::All Zone:::.... :: สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ-
เธชเธฃเน‰เธฒเธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเนƒเธซเธกเนˆ   เธ•เธญเธš